“เปแอสเช” ลุ้น “เอ็มบัปเป” ฟิตทันบู๊ แชมเปียนส์ลีก

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง กำลังรอลุ้นฟังข่าวดีเมื่อ คีเลียน เอ็มบัปเป กองหน้าตัวเก่งของทีม อาจหายทันช่วยทีมในเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่จะเตะในสัปดาห์นี้

ศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศส ได้รับบาดเจ็บข้อเท้าจากเกมเฟรนช์ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ที่ เปแอสเช ชนะ แซงต์ เอเตียน 1-0 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งในตอนแรกคาดว่าจะต้องพักราว 3 สัปดาห์ แต่เวลานี้ เอ็มบัปเป อาการบาดเจ็บดีขึ้น และสามารถกลับมาซ้อมเบาๆ ได้แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีแนวโน้มกลับมาฟิตช่วยทีม ในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่จะพบกับ อตาลันตา ในวันพุธนี้

แม้ดาวเตะวัย 21 ปีจะมีอาการบาดเจ็บ แต่ เปแอสเช ยังใส่ชื่อ เอ็มบัปเป เป็น 1 ใน 28 นักเตะที่เดินทางมายังสังเวียนสนามกลางในกรุงลิสบอน

ข่าวกีฬา ฟุตบอลออนไลน์

เอ็มบัปเป ติดเชื้อโควิด-19 อดช่วยฝรั่งเศสดวลโครเอเชีย

คีเลียน เอ็มบัปเป ดาวยิงชื่อดัง ถูกตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 ทำให้อดช่วยทีมชาติฝรั่งเศส ปะทะ โครเอเชีย ในศึกยูฟ่า เนชันส์ลีก วันอังคารนี้

วันที่ 8 ก.ย. 63 สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส (แอฟแอฟแอฟ) ออกแถลงการณ์ยืนยัน คีเลียน เอ็มบัปเป กองหน้าความเร็วสูงของ ปารีส แซงต์ แชร์แมง มีผลการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ออกมาเป็นบวก ต้องเข้ารับการกักตัวทันที

แถลงการณ์ระบุว่า คีเลียน เอ็มบัปเป จะไม่ได้ลงเล่นในเกมที่ ฝรั่งเศส พบกับ โครเอเชีย ในวันอังคารนี้ ที่สนามสต๊าด เดอ ฟรองซ์ ผลการตรวจโควิด-19 ของเขาจาก ยูฟ่า เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์พบว่ามีผลเป็นบวก เขาจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่ห่างจากกลุ่มนักเตะ หลังจากได้รับผลการตรวจซึ่งเสร็จสิ้นจากการฝึกซ้อม ก่อนที่จะเดินทางกลับไปบ้านพักของเขาในช่วงเย็น โดยก่อนหน้านี้ เอ็มบัปเป ได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อก่อนเข้าแคมป์ทีมชาติ ซึ่งผลออกมาเป็นลบ เช่นเดียวกับการตรวจจากยูฟ่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมาก่อนเกมกับสวีเดน

ทั้งนี้ เอ็มบัปเป ถือเป็นนักเตะรายที่ 7 ของปารีส แซงต์ แชร์แมง ที่ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับ เนย์มาร์, อังเคล ดิ มาเรีย, เลอันโดร ปาเรเดส, มาร์กินญอส, เมาโร อิคาร์ดี และ เคย์เลอร์ นาบาส

ฉาวซ้ำสอง แม็กไกวร์โดนข้อหาติดสินบนตำรวจกรีซเพิ่มอีกคดี

ฉาวซ้ำสอง!แม็กไกวร์โดนข้อหาติดสินบนตำรวจกรีซเพิ่มอีกคดี

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวฉาวซ้ำสองหลังไปมีส่วนร่วมในเหตุวิวาทจนโดนตำรวจกรีซรวบตัว งานนี้ไม่จบแค่นั้นเมื่อเจ้าตัวโดนกล่าวหาพยายามติดสินบนโปลิศเพิ่มอีกคดี

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กองหลังกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นข่าวฉาวสองหนติดในคราวเดียวเมื่อโดนรวบตัวข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่เรื่องไม่จบแค่นั้นเมื่อโดนข้อค้าติดสินบนเจ้าหน้าที่เพิ่มอีกคดี

กองหลังทีมชาติอังกฤษเจ้าของค่าตัว 85 ล้านปอนด์ (ราว 3,230 ล้านบาท) เดินทางไปพักร้อนกับแฟนสาวที่เกาะมีโคนอส ประเทศกรีซก่อนจะมีเรื่องกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษด้วยกันจนตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุการณ์ แต่เรื่องบานปลายเมื่อแม็กไกวร์ดันไปมีปัญหากับเจ้าหน้าที่จนถึงขั้นลงมือลงไม้ และโดนคุมตัวไปสงบสติอารมณ์ที่สถานีตำรวจ

เรื่องกลับไม่ได้จบแค่นั้น นอกจาก แม็กไกวร์ จะโดนตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย และใช้คำพูดหมิ่นประมาทแล้วยังโดนกล่าวหาว่าพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อไม่ให้มีการดำเนินคดี แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายโดนจับยัดเข้าซังเตร่วมกับชายอีก 2 คนอายุ 28 กับ 29 ปีที่คาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของเขา

สำหรับตอนนี้ แม็กไกวร์ และเพื่อนอีก 2 คน ถูกส่งไปที่เกาะไซรอส เพื่อเตรียมที่จะพบกับอัยการของรัฐช่วงเวลา 11.00 น. ของวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมนี้ โดยโฆษกเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาะไซรอส ระบุว่าได้ส่งสำนวนเพื่อฟ้องทั้งสามคนในข้อหาใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่, ทำร้ายร่างกาย และพยายามติดสินบน 

ทั้งนี้โทษสูงสุดของการติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศกรีซ ต้องถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปี แต่ทนายความส่วนตัวของ แม็กไกวร์ ระบุว่าลูกความของเธอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยระบุว่า “แม็กไกวร์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เราจะจัดการเรื่องนี้ในวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์)”

ข่าวฟุตบอล ข่าวกีฬา ดูฟุตบอลถ่ายทอดสด

ฉาวซ้ำสอง แม็กไกวร์โดนข้อหาติดสินบนตำรวจกรีซเพิ่มอีกคดี

ฉาวซ้ำสอง!แม็กไกวร์โดนข้อหาติดสินบนตำรวจกรีซเพิ่มอีกคดี

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวฉาวซ้ำสองหลังไปมีส่วนร่วมในเหตุวิวาทจนโดนตำรวจกรีซรวบตัว งานนี้ไม่จบแค่นั้นเมื่อเจ้าตัวโดนกล่าวหาพยายามติดสินบนโปลิศเพิ่มอีกคดี

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กองหลังกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นข่าวฉาวสองหนติดในคราวเดียวเมื่อโดนรวบตัวข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่เรื่องไม่จบแค่นั้นเมื่อโดนข้อค้าติดสินบนเจ้าหน้าที่เพิ่มอีกคดี

กองหลังทีมชาติอังกฤษเจ้าของค่าตัว 85 ล้านปอนด์ (ราว 3,230 ล้านบาท) เดินทางไปพักร้อนกับแฟนสาวที่เกาะมีโคนอส ประเทศกรีซก่อนจะมีเรื่องกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษด้วยกันจนตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุการณ์ แต่เรื่องบานปลายเมื่อแม็กไกวร์ดันไปมีปัญหากับเจ้าหน้าที่จนถึงขั้นลงมือลงไม้ และโดนคุมตัวไปสงบสติอารมณ์ที่สถานีตำรวจ

เรื่องกลับไม่ได้จบแค่นั้น นอกจาก แม็กไกวร์ จะโดนตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย และใช้คำพูดหมิ่นประมาทแล้วยังโดนกล่าวหาว่าพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อไม่ให้มีการดำเนินคดี แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายโดนจับยัดเข้าซังเตร่วมกับชายอีก 2 คนอายุ 28 กับ 29 ปีที่คาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของเขา

สำหรับตอนนี้ แม็กไกวร์ และเพื่อนอีก 2 คน ถูกส่งไปที่เกาะไซรอส เพื่อเตรียมที่จะพบกับอัยการของรัฐช่วงเวลา 11.00 น. ของวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมนี้ โดยโฆษกเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาะไซรอส ระบุว่าได้ส่งสำนวนเพื่อฟ้องทั้งสามคนในข้อหาใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่, ทำร้ายร่างกาย และพยายามติดสินบน 

ทั้งนี้โทษสูงสุดของการติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศกรีซ ต้องถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปี แต่ทนายความส่วนตัวของ แม็กไกวร์ ระบุว่าลูกความของเธอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยระบุว่า “แม็กไกวร์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เราจะจัดการเรื่องนี้ในวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์)”

ทำไม “เครซี่ แก๊ง” จึงได้ชื่อว่าทีมจอมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ

ทำไม "เครซี่ แก๊ง" จึงได้ชื่อว่าทีมจอมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ?

“จากสิ่งที่ เครซี่ แก๊ง ทำ ถ้ามันเกิดขึ้นในวันนี้ พวกเราทุกคนน่าจะติดคุกไปแล้ว” นีล อาร์ดลีย์ อดีตผู้เล่นของวิมเบิลดันกล่าวกับ The Guardian

หากเอ่ยถึง “เครซี่ แก๊ง” หรือ วิมเบิลดัน เอฟซี เชื่อว่าแฟนฟุตบอลอังกฤษในยุค 80’s-90’s น่าจะจดจำพวกเขาได้เป็นอย่างดี เมื่อพวกเขาคือทีมรองบ่อน ที่ครั้งหนึ่งเคยผงาดคว้าแชมป์ เอฟเอคัพ ด้วยการล้มยักษ์อย่าง ลิเวอร์พูล 

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขากลายเป็นที่รู้จัก แต่มันคือสไตล์การเล่นที่ ดุดัน ดิบ และเถื่อน จนได้รับการขนานว่าเป็นทีมสุดโหดที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลแดนผู้ดี

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับ Main Stand

เจ้าแห่งบอลอังกฤษโบราณ 

อันที่จริง วิมเบิลดัน เอฟซี ถือเป็นหนึ่งในทีมเก่าแก่ของอังกฤษ เมื่อสโมสรจากลอนดอนใต้ทีมนี้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1889 หรือเมื่อราว 100 กว่าปีก่อน ทว่าในช่วงแรก พวกเขากลับใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นอยู่ในลีกสมัครเล่นของอังกฤษ จึงทำให้แทบไม่มีเกียรติประวัติอะไร 

Photo : www.historicaldons.com

จนกระทั่งในปี 1977 วิมเบิลดัน ได้มีโอกาสลงบู๊ในลีกอาชีพเป็นครั้งแรก หลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นใน เซาเธิร์น ลีก ลีกสมัครเล่นของอังกฤษ ด้วยการคว้าแชมป์ 3 สมัยติดตั้งแต่ฤดูกาล 1974-75 จนทำให้ฟุตบอลลีก เลือกพวกเขามาเล่นในดิวิชั่น 4 แทนที่สโมสร เวิร์คคิงตัน

วิมเบิลดันทำผลงานได้ไม่เลวในลีกอาชีพ ด้วยอันดับ 13 จากทั้งหมด 24 ทีมในฤดูกาล 1977-78 ก่อนที่ฤดูกาลต่อมา พวกเขาจะคว้าสิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 3 ได้สำเร็จ หลังจบในอันดับ 3 ของตาราง 

อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นพวกเขาก็ขึ้นๆ ลงๆ วนเวียนอยู่ในดิวิชั่น 3 และ 4 ไปมาแทบทุกปี คือเลื่อนชั้นขึ้นไป ก็ตกชั้นลงมาภายในฤดูกาลเดียว และจากนั้นก็เลื่อนชั้นกลับไปใหม่ สลับแบบนี้อยู่ทุกปี ทว่าจุดเปลี่ยนก็มาถึงในปี 1982 

มันเป็นการคุมทีมอย่างเต็มตัวเป็นฤดูกาลที่ 2 ของ เดฟ บาสเซ็ตต์ อดีตนักเตะของทีม ในตอนแรกเขาพยายามให้ลูกทีม เล่นบอลสวยงาม แต่มันกลับไม่ได้ผล อันเนื่องมาจากคุณภาพนักเตะในทีม แถมยังทำให้พวกเขาตกชั้น ลงไปเล่นในดิวิชั่น 4 

บาสเซ็ตต์ ยังคงดันทุรังเล่นแบบเดิมในฤดูกาลต่อมา แต่มันก็ยังเหมือนเดิมและทำให้ทีมเริ่มต้นซีซั่นได้อย่างย่ำแย่ จนในที่สุดเขาก็ยอมทิ้ง สไตล์การเล่นที่สวยงามไว้ข้างหลัง และกลับมาใช้วิธีสามัญ คือบอลไดเร็ค สาดยาวไปข้างหน้า 

Photo : www.historicaldons.com

“เราเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการใช้สวีปเปอร์มายืนเป็นแบ็ค ซึ่งมันก็ใช้ได้ แต่หลังจากนั้นเราเปลี่ยนมาใช้วิธีสาดบอลไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด และมันก็เข้ากับทีม” บาสเซ็ตต์อธิบาย 

และมันก็ไปได้สวย เมื่อสไตล์การเล่นดังกล่าว ทำให้วิมเบิลดัน มีฟอร์มการเล่นที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา และสามารถเก็บได้ถึง 98 คะแนนในฤดูกาลนั้น ผงาดคว้าแชมป์ดิวิชั่น 4 พร้อมได้สิทธิ์เลื่อนชั้นกลับไปเล่นดิวิชั่น 3 ได้สำเร็จ 

ก่อนที่มันจะกลายเป็นปรัชญาการเล่นใหม่ของพวกเขา ที่ทำให้วิมเบิลดัน ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น จนสามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในดิวิชั่น 1 หรือลีกสูงสุดในระยะเวลาเพียง 5 ปี ในฤดูกาล 1986-87 และใช้เวลาเพียง 9 ปี นับตั้งแต่เข้าร่วมลีกอาชีพเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1977 

Photo : www.fourfourtwo.com

นอกจากนี้ หลังจากนั้นมันยังทำให้วิมเบิลดัน สามารถคงสถานะเป็นทีมในลีกสูงสุดได้ยาวนานถึง 14 ฤดูกาล รวมไปถึง 6 ฤดูกาลในพรีเมียร์ลีก แถมยังไปไปไกลถึงตำแหน่งแชมป์ เอฟเอคัพ ด้วยการล้มยักษ์อย่างลิเวอร์พูลในฤดูกาล 1987-88 

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จัก 

ดุเดือดเลือดพล่าน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสไตล์การเล่นแบบไดเร็คโบราณ ซึ่งไม่สลับซับซ้อน มีส่วนที่ทำให้ วิมเบิลดัน ยกระดับและพัฒนาทีมขึ้นมาเป็นสโมสรในลีกสูงสุด แต่ความน่าเกรงขามก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ 

เพราะในตอนนั้น วิมเบิลดันถือเป็นทีมที่ขึ้นชื่อในสไตล์การเล่นที่ ดุดัน และรุนแรง ในระดับที่เรียกว่าดิบและเถื่อน ที่เอาไว้ข่มขู่คู่แข่ง ซึ่งนำโดย วินนี โจนส์ เจ้าของฉายา “ไอ้โรคจิต”, เดนนิส ไวส์ กองกลางร่างเล็กอารมณ์ร้อน และ จอห์น ฟาชานู กองหน้านักฆ่าคู่แข่ง 

Photo : www.dailymail.co.uk

มันทำให้แต่ละเกมที่มีพวกเขาอยู่ในสนาม นักเตะคู่แข่งต้องมีอันเจ็บตัวทุกครั้ง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับฟกช้ำดำเขียว ไปจนถึงกระดูกเกือบหัก ยกตัวอย่างเช่น แกรี แมบบัตต์ กองหลังของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่เบ้าตาและโหนกแก้มร้าว หลังโดนศอกบินของ ฟาชานู หรือ แกรี สตีเวน ที่ถูกโจนส์ อัดจนเจ็บหนักที่หัวเข่าและต้องเลิกเล่น เช่นเดียวกับ วิฟ แอนเดอร์สัน อดีตผู้เล่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ถูกอัดในอุโมงค์ทางเดินหลังจบเกม จนต้องเย็บใต้ตาถึง 3 เข็ม

แน่นอน รวมถึงเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุด คือการ “จับไข่” ในตำนาน ของ โจนส์ ที่คว้าหมับไปที่กล่องดวงใจของ พอล แกสคอยน์ สมัยเล่นให้ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่กลายเป็นภาพจำในความโหดของวิมเบิลดัน ในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

Photo : www.kentonline.co.uk

“วิธีที่ดีที่สุดที่จะดูวิมเบิลดัน คือดูบน Ceefax (หนังสือพิมพ์ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์)” แกรี ลินีเกอร์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษเคยกล่าวเอาไว้ ถือเป็นการเปรียบเปรยกลายๆ ว่า สไตล์การเล่นของพวกเขานั้น โหดเกินกว่าจะออกทีวีได้

ความโหดและดิบเถื่อนไม่ใช่แค่เฉพาะนักเตะของคู่แข่งเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสมาชิกในทีมวิมเบิลดัน ที่มีตั้งแต่ระดับรังแก ข่มเหง ไปจนถึงระดับทารุณ และทำร้ายร่างกาย ซึ่งแน่นอน ส่วนใหญ่ก็มาจากเหล่าหัวโจกชุดเดิม

Photo : www.independent.co.uk

“เราปกครองด้วยความกลัว มันมหัศจรรย์มาก” ฟาชานูกล่าวกับ CNN  

ฟาชานู เล่าว่า เคยเห็นเพื่อนร่วมทีมแกล้งกัน ด้วยการเอาเพื่อนไปขังไว้ที่โรงรถโดยไม่ให้กินอะไรเลย 2 วัน ในขณะที่โจนส์ ก็บอกว่า ดาวยิงของทีมผู้นี้ แม้ปัจจุบันจะมีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตร แต่เมื่อก่อนก็แสบไม่แพ้กัน  

“วันหนึ่ง ฟาชานู แค่พูดว่า ‘ปิดประตู’ หลังจากนั้นก็เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เขาทุ่มนักเตะคนอื่นในทีมไปมาเหมือนกับตุ๊กตา” โจนส์กล่าวกับ Telegraph 

ในขณะที่ เทอร์รี ฟีแลน อดีตกองหลังของทีม บอกว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติของที่นี่ แม้ตัวเขาเองก็ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้ หลังย้ายจาก สวอนซี ซิตี มาอยู่กับทีมในปี 1987 

Photo : www.afcwimbledon.co.uk

“ที่วิมเบิลดัน คุณจะถูกแก้ผ้า และถูกลากลงแอ่งน้ำ หรือบางคนอาจจะงัดรถคุณแล้วขับออกไป (ซ่อน) หรือรองเท้าของคุณอาจจะถูกตอกตะปูแขวนไว้บนสุดของที่นั่ง” ฟีแลน บอกกับ CNN 

“หรือคุณอาจจะโดนเผาเสื้อ ถูกตัดเสื้อ หรือถูกผูกเป็นปม หรือถ้าคุณทิ้งกุญแจโรงแรมเอาไว้แล้วออกไปข้างนอก คุณจะกลับมาพร้อมกับห้องที่เต็มไปด้วยขยะ” 

ทำให้ วิมเบิลดัน กลายเป็นสโมสรที่เป็นศูนย์รวมของคนโหด จนบางครั้งอาจดูเพี้ยน ไว้ด้วยกัน จนได้รับการขนานนามว่า “เครซี่ แก๊ง” 

โดยที่มาของชื่อนี้มาจาก กลุ่มศิลปินตลกของอังกฤษ ที่มีชื่อเสียงในช่วงทศวรรษที่ 1930 ก่อนที่ จอห์น ม็อตสัน ผู้บรรยายของ BBC จะทำให้ชื่อนี้โด่งดังไปทั่ว หลังพูดว่า “The Crazy Gang have beaten the Culture Club!” หลังวิมเบิลดันเอาชนะลิเวอร์พูลในนัดชิง เอฟเอคัพ 1988 

ว่าแต่อะไรที่ทำให้พวกเขาเป็นแบบนี้ 

ประธานตัวดี 

“วัฒนธรรมของสโมสรมันขึ้นอยู่กับผู้จัดการทีม หัวหน้าฝ่ายบริหาร และเจ้าของทีม ที่ต่างมีแนวโน้มในการสร้างวัฒนธรรม” แดน อับบราฮัม นักจิตวิทยากล่าวกับ CNN 

Photo : www.balls.ie

ที่ วิมเบิลดัน พวกเขามี แซม ฮัมมัม เป็นเจ้าของทีม นักธุรกิจชาวเลบานอนเข้ามาซื้อหุ้นของทีมตั้งแต่ปี 1977 ก่อนจะขึ้นมาเป็นประธานสโมสรเต็มตัวในเวลาต่อมา และแน่นอนว่า พฤติกรรมที่กู่ไม่กับของผู้เล่นในทีมน่าจะได้รับอิทธิพลจากเขาไม่น้อย 

เขาขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่มีความคิดที่แปลกประหลาด ในระดับที่เรียกได้ว่าอาจจะเพี้ยน เขาเคยออกกฎว่าหากทีมแพ้เกิน 4 ประตู ผู้เล่นต้องไปดูการแสดงโอเปรา หรือเคยให้ บ็อบบี กูลด์ กุนซือของทีม กินอัณฑะลูกแกะ แลกกับการได้เงินไปซื้อนักเตะคนสำคัญ 

“ผมอยากได้กองหน้า ผมมองไปที่ เอียน ไรท์ และคนอื่นๆ มากมาย แต่ผมคิดว่า เทอร์รี กิ๊บสัน คือคำตอบ เขาคือคนที่พอเหมาะที่จะเล่นกับ จอนห์ ฟาชานู ที่ตัวใหญ่” บ็อบบี้ กูลกล่าวกับ Pickle Magazine 

“ปัญหาเดียวก็คือ แมนฯ ยูไนเต็ด อยากได้เงิน 250,000 ปอนด์เป็นค่าตัวของเขา และวิมเบิลดัน ก็เคยจ่ายแพงแค่เพียง 5,000 ปอนด์เท่านั้น” 

“ดังนั้น แซม ฮัมมัม จึงพาผมไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารน่ารักร้านหนึ่งในลอนดอน เป็นที่ของชาวเลบานอน และเขาก็บอกว่า ‘ถ้านายกินสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คุณจะได้นักเตะ’ ในตอนนั้นพนักงานเสิร์ฟเอาอัณฑะแกะ 12 ลูกมาเสิร์ฟ ผมเอามันแช่น้ำส้มสายชูและกินมันเยอะเลย หลังจากนั้นผมก็ได้ เทอร์รี กิ๊บสัน มาด้วยค่าตัว 250,000 ปอนด์” 

ในขณะที่ โจนส์ ที่เป็นสัญลักษณ์ของความโหดของวิมเบิลดัน ก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ แม้ว่าภาพลักษณ์ของทีมในตอนนั้นจะมาจากเขาเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็ยืนยันว่าเรื่องราวสุดเพี้ยนที่เกิดขึ้นในสโมสรมีมาตั้งแต่ก่อนเขาย้ายมาร่วมทีมเสียอีก 

Photo : thesefootballtimes.co

“มันโครตเพี้ยนตั้งแต่วันแรกที่ผมอยู่ที่นั่น” โจนส์ ที่ย้ายมาร่วมทีมในปี 1984 กล่าวกับ BT Sport

“ทุกคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา วอลลี (ดาวส์ กองกลาง) เป็นผู้นำ และ (ผู้จัดการ เดฟ) บาสเซ็ตต์ ก็เป็นคนกระตุ้น เรื่องตลกที่เราเคยทำคือตอนที่เราต่อยกันที่เชลซี มีผู้เล่น 21 คนอยู่ในวงกลมกลางสนามและเราก็ต่อยกันไปมา” 

ในขณะที่ ฮัมมัม ก็ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ พร้อมทั้งยืดอกรับว่าเขาเองอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้สโมสรเป็นแบบนี้ อันเนื่องมาจากความไม่ประสีประสาในเรื่องฟุตบอล ที่ทำให้ไม่รู้ว่าขีดจำกัดมันอยู่ตรงไหน

“ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอล ผมไม่รู้วิธีวางตัว ไม่มีใครในสโมสรรู้วิธีวางตัวเลย” เขากล่าวกับ BT Sport 

“ผมน่าจะเป็นคนกระตุ้นเรื่องนี้ ผมน่าจะมีส่วนร่วมกับสิ่งนี้ และหลังจากนั้นที่เราประสบความสำเร็จอย่างมากในพรีเมียร์ลีก และมันยังคงมีเรื่องราวเป็นล้านๆ ที่เกิดขึ้นที่นั่น” 

มันจึงเป็นเหมือนวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน ทั้งจากความไม่รู้ของประธานสโมสร การไม่ห้ามปรามของผู้จัดการทีม สต้าฟโค้ช รวมไปถึงนักเตะด้วยกันเอง จนทำให้บางครั้งเกิดเรื่องราวบานปลาย ส่งผลกระทบต่อคู่แข่งและคนในทีม 

อย่างไรก็ดี พวกเขาก็ไม่ได้ยี่หระกับสิ่งนี้ 

จิตวิญญาณที่ยึดถือ 

“เราชอบที่ทุกคนเรียกเราว่า เครซี่ แก๊ง” โจนส์กล่าวกับ BT Sport 

แม้ว่าพฤติกรรมสุดโหดของพวกเขา จะได้รับเสียงก่นด่าจากคนภายนอกไม่น้อย โดยบางส่วนมองว่ามันเป็นการรังแก ที่รับไม่ได้ แต่พวกเขากลับมองว่ามันคือวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ 

Photo : sport.optus.com.au

“ผมคิดว่ามัน (วัฒนธรรมของสโมสร) คือมิตรภาพที่อบอุ่น คือสิ่งที่ผู้เล่นเป็น และสิ่งที่ทำให้พวกเขาเป็นพวกเขา” ฟีแลนกล่าวกับ Decan Herald 

“เราได้โอกาสทองที่จะเล่นในลีกสูงสุด และไม่ต้องการให้มันหลุดลอยไป ความคิดของเราคือทุกเกมคือเกมสุดท้าย ดังนั้นเราจึงใส่กันอย่างเต็มที่ ถ้าคุณสร้างปีศาจเหล่านั้นจากห้องแต่งตัว หลังจากนั้นมันจะอยู่ในสนามเช่นกัน”

“มันพูดไม่ได้ว่าเราออกไปทำให้คนเจ็บ ผมคิดว่ามันคือจิตวิญญาณของทีม ความเชื่อนั้นไม่เคยทำลายลงได้ ใช่เราแพ้ในบางครั้ง แต่เราก็เดินหน้าและกลับมาได้เสมอ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราชนะในเกมของเราเป็นส่วนใหญ่” 

พวกเขามองว่ามันคือปรัชญาสโมสรที่ทุกคนต่างยึดถือ ที่มีส่วนสำคัญทำให้สโมสรซึ่งไม่ได้มีเงินถุงเงินถังสามารถต่อกรกับเหล่าทีมยักษ์ใหญ่ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และยืนหยัดอยู่ในลีกสูงสุดได้ถึง 14 ฤดูกาล 

Photo : www.thetimes.co.uk

“มันคือความฉลาดที่จะทำให้เพื่อนร่วมทีมทำผลงานได้อย่างเต็มที่ เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน จะให้กำลังใจและกระตุ้นพวกเขาอย่างไร หรือใครจะเป็นคนกระตุ้นใคร” ฟีแลนกล่าวต่อ  

“คนอย่าง วินนี โจนส์ มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง เขามีสไตล์การเล่นแบบนั้นซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จ ดูเขาในตอนนี้ เขาเป็นดาราฮอลลีวูด เขาทำสิ่งดีๆ มากมาย รวมถึงสิ่งที่เราไม่ได้แนะนำ เขาเป็นคนมีคาแร็คเตอร์ที่แท้จริง และเขาก็ทิ้งทุกอย่างไว้ในสนาม ในสนามมันแค่เป็นวิธีหาเลี้ยงชีพ”

นอกจากนี้ แม้สายตาคนภายนอกจะมองว่า พฤติกรรมของเหล่านักเตะวิมเบิลดัน เป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่พวกเขาไม่ได้คิดแบบนั้น โดยเฉพาะสิ่งที่ทำกับนักเตะในทีม ที่ทำให้พวกเขาสนิทกันมากขึ้น และมีความสามัคคี 

Photo : www.mirror.co.uk

“ผมไม่เคยคิดว่ามันคือการรังแก มันคือการแกล้งกันเล่น” ลุตซ์ ฟาเนนสตีล นักฟุตบอลคนแรกของโลกที่เล่นใน 6 ทวีป ซึ่งเคยอยู่กับ วิมเบิลดัน ในฤดูกาล 1994-95 อธิบายกับ CNN

“ตอนนั้นเรากำลังวิ่งไปที่สวนสาธารณะ และมันก็ค่อนข้างหนาวนิดหน่อย แต่การถูกถอดเสื้อผ้าออกหมดและต้องวิ่งกลับไป มันเป็นอะไรที่สนุกกว่าไหนๆ” 

“แต่มันก็มีการแกล้งกันที่ไม่ได้สนุก ส่วนใหญ่ผิดด้วย อย่างการฉี่ใส่ขวดแชมพูบางคน โดยเฉพาะกับผมที่ผมยาว” 

“มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม อย่างฉี่ใส่กัน หรือช่วยกระตุ้นกันในสนาม มันทำให้ผู้เล่นสนิทกันมากขึ้น” 

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าปัจจุบันมันจะใช้ไม่ได้อีกแล้ว 

เวลาเปลี่ยน โลกเปลี่ยน 

แน่นอนว่าด้วยวิวัฒนาการฟุตบอลที่เปลี่ยนไป บวกกับกฎการเล่นสมัยใหม่ที่ปกป้องผู้เล่นมากขึ้น เมื่อการเข้าปะทะแบบไม่ยั้ง หรือการแอบชักศอกใส่คู่ต่อสู้ อาจจะทำให้พวกเขาโดนใบแดง หรืออาจจะถูกส่งเข้าซังเต ทำให้แทบไม่เห็นทีมไหนที่เล่นได้เหมือนกับวิมเบิลดันอีกแล้วในปัจจุบัน 

Photo : www.theguardian.com

“จากสิ่งที่ เครซี่ แก๊ง ทำ ผมคิดว่าสังคมเปลี่ยนไป ฟุตบอลเปลี่ยนไป ถ้ามันเกิดขึ้นในวันนี้ พวกเราทุกคนน่าจะติดคุกไปแล้ว” นีล อาร์ดลีย์ อดีตผู้เล่นของวิมเบิลดันกล่าวกับ The Guardian 

“วิธีทำงานของทีมงาน วิธีการของผู้เล่น คงไม่มีใครที่จะยอมรับ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะเปรียบเทียบยุคสมัยเมื่อ 25-30 ปีก่อนกับปัจจุบัน” 

อย่างไรก็ดี ก็ยังเป็นเรื่องน่าเสียดายที่การไม่สามารถเล่นโหดได้อย่างวิมเบิลดันเหมือนเมื่อก่อน ได้พราก “ความกระหาย” ของนักเตะไปด้วย ซึ่งอาจจะไม่ได้มีปัจจัยมาจากกฎการแข่งขันที่เปลี่ยนไปเพียงอย่างเดียว 

“ในอดีต ผู้เล่นดาวรุ่งต่างมีความกระหาย พวกเขาต้องทำงาน ยืนหยัด รับมือ และจัดการกับทุกอย่างที่พุ่งเข้ามาหา แต่ตอนนี้ผู้เล่นอายุน้อยล้วนต้องการให้คนรอบข้างทำทุกอย่างจนเสร็จให้แก่พวกเขา” อาร์ดลีย์ ที่เคยเป็นผู้จัดการทีมวิมเบิลดันในช่วงปี 2012-2018 กล่าวกับ CNN 

“ศูนย์ฝึกฟุตบอลถูกสร้างในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น เครื่องไม้เครื่องมือในการฝึกซ้อม คุณภาพของโค้ชดีขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้โอ๋พวกเขามากเกินไป”

“และผู้เล่นอายุ 14 ก็ถูกปฏิบัติเหมือนผู้เล่นชุดใหญ่ เรากำลังพยายามที่จะทำให้มันเข้ากันได้ เราอยากให้ผู้เล่นของเรามีโค้ชและเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีที่สุด แต่เราอยากให้พวกเขากระหายมากกว่านี้” 

Photo : www.hitc.com

ปัจจุบัน วิมเบิลดัน เอฟซี ได้ถูกแปรสภาพเป็น มิลตัน คีนส์ ดอนส์ หลังเจ้าของทีมย้ายฐานไปที่เมือง   มิลตัน คีนส์ ที่ทำให้พวกเขาเหลือแค่ชื่อ และถึงแม้ว่าแฟนบอลดั้งเดิมจะพยายามก่อตั้งทีมขึ้นมาใหม่ในชื่อ เอเอฟซี วิมเบิลดัน แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ทีมเดียวกัน ทั้งในแง่สโมสรและจิตวิญญาณ 

มันยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้สิ่งที่วิมเบิลดันทำในอดีตจะดูรุนแรงและโหดร้าย แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงคุณค่าและตัวตนของพวกเขา ที่ครั้งหนึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของฟุตบอลอังกฤษ  

และทำให้ชื่อของ “เครซี่ แก๊ง” ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำ

ทางเลือกของ แมนฯ ยูไนเต็ด หากชวด “เจดอน ซานโช่” ร่วมทัพ

ข่าวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 3 ของ พรีเมียร์ลีก กับ เจดอน ซานโช่ ปีกตัวเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยังคงมีออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้สื่อหลายสำนักในอังกฤษต่างเห็นไปในทางเดียวกันว่าทั้ง 2 ฝ่ายคงจะได้มาบรรจบพบกันไม่วันใดก็วันหนึ่งในตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ เพราะกระแสมาแรงมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา

ข่าวแว่วว่าทีม ปีศาจแดง และนักเตะคุยเรื่องค่าเหนื่อย โบนัส และรายละเอียดต่าง ๆ ลงตัวหมดแล้ว เหลือก็แต่ทาง เสือเหลือง ที่ยังไม่ยอมลดราวาศอกเรื่องค่าตัวแต่อย่างใด

แต่ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งมีรายงานออกมาว่าทั้งสองสโมสรดูท่าจะตกลงกันไม่ได้เสียแล้วเพราะมีการดึงเช็งกันเรื่องราคา เพราะต่างฝ่ายก้ต่างไม่อยากเสียเปรียบกันแต่อย่างใด

ผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นเราไม่อาจทราบได้ จะเป็นข่าวลวงเพื่อกดดันให้ ดอร์ทมุนด์ ลดค่าตัวหรือ ยูไนเต็ด ไม่สามารถทำตามเงื่อนไขของผู้ขายได้ อันนั้นก็สุดแล้วแต่จะพิจารณา

Jadon Sancho
Jadon SanchoBorussia Dortmund – Training Session | DeFodi Images/Getty Images

แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ สมมติว่าหาก ยูไนเต็ด เกิดพลาดท่าไม่สามารถปิดดีล ซานโช ได้ อะไรจะเกิดขึ้น?

ปีกทีมชาติอังกฤษคือนักเตะที่ โอเล กุนนาร์ โซลชา ต้องการมาแต่ไหนแต่ไร เพราะตอนนี้แนวรุกในด้านขวาของพวกเขายังหาคนที่เหมาะสมมายืนประจำการไมได้ แม้ว่าช่วงหลังกุนซือชาวนอร์วีเจี้ยนจะเลือกใช้บริการ เมสัน กรีนวู้ด เด็กระเบิดประจำทีมก็ตามที แต่ก็ได้แค่ความวูบวาบ ไร้ซึ่งความต่อเนื่อง

หลายคนมองจึงว่า ซานโช คือ ‘จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ’ ที่จะเข้ามาสร้างความแข็งแกร่งให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลหน้า และจะช่วยยกระดับพวกเขาให้กลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ขึ้นมาทันที หลังจากที่ลดระดับตัวเองลงมาเป็นทีมลุ้นไปเล่น แชมเปี้ยนสืลีก อยู่หลายปี

อย่างไรก็ตามเมื่อดีลที่พวกเขาปรารถนายังไม่สัมฤทธิ์ผล เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมองหาทางเลือกอื่นที่สมน้ำสมเนื้อกัน ซึ่งก็มีรายงานที่น่าสนใจเมื่อสัปดาห์ก่อนในช่วงที่ข่าวของ ซานโช กับ ยูไนเต็ด กำลังเริ่มร้อนแรงขึ้นมา เกี่ยวกับตัวเลือกที่ โซลชา ควรรับไปพิจารณา

FBL-GER-BUNDESLIGA-DORTMUND-MAINZ
FBL-GER-BUNDESLIGA-DORTMUND-MAINZFBL-GER-BUNDESLIGA-DORTMUND-MAINZ | GUIDO KIRCHNER/Getty Images

รายงานที่ว่านั้นมาจาก แมนเชสเตอร์ อิฟนิ่ง นิวส์ สื่อที่เน้นนำเสนอข่าวของทีมจาก แมนเชสเตอร์ ซึ่งระบุว่า หาก เร้ดเดวิลส์ ไม่สามารถจับเอา เจดอน ซานโช มาสวมเสื้อสีแดงเพลิงได้ ทำไมไม่ลองหันไปหา คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ปีกดาวรุ่งอีกคนของ เชลซี ดูบ้างล่ะ

เหตุปัจจัยที่ทำให้ชื่อของนักเตะเยาวชน สิงห์บลู กลายเป็นตัวเลือกของ โซลชา ก็คือ หลังจากที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ เจ้าหนูวัย 19 ปีได้รับโอกาสจากกุนซือหนุ่มเพียง 34 เกมในทุกรายการโดยเป็นการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงแค่ 12 เกม ยิงได้ 4 ประตูและทำ 7 แอสซิสต์

ทั้ง ๆ ที่เมื่อฤดูกาลก่อนตอนอยู่กับ เมาริซิโอ ซาร์รี ดาวรุ่งรายนี้จะได้รับคำชื่นชมมากมายจากสื่ออย่างล้นหลาม ถึงขนาดเคยมีข่าวกับ บาเยิร์น มิวนิค มาแล้ว ด้วยอนาคตสดใสเช่นนี้ทำให้หลายคนคาดหมายว่าในซีซันนี้เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวหลักของ เชลซี หรืออย่างน้อยก็ได้รับโอกาสมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมพร้อมด้วยระบบการเล่นใหม่ ทำให้เจ้าตัวได้รับโอกาสน้อยลง ซึ่งทำให้เชื่อว่าเจ้าตัวคงจะไม่ค่อยพอใจนักกับสถานภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

Callum Hudson-Odoi
Callum Hudson-OdoiChelsea FC v Watford FC – Premier League | Mike Hewitt/Getty Images

และยิ่งตอกย้ำกันเข้าไปอีกในเกมนัดชิง เอฟเอคัพ ที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ส่ง เปโดร ปีกจอมเก๋าวัย 33 ปีลงเล่นเป็นตัวจริงโดย โอดอย ได้รับโอกาสให้ลงสัมผัสบรรยากาศใน เวมบลีย์ เพียง 12 นาทีเท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ แมนเชสเตอร์ อิฟนิง จึงวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ไว้อย่างน่าฟังว่า

“มีความเห็นออกมาว่าดาวรุ่งวัย 19 ปีนั้นไม่มีความสุขจากการที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เท่าไหร่นัก เขาถูกลดดความสำคัญลงเป็นเพียงแค่ตัวสำรองของ วิลเลียน ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา”

“ข่าวเรื่องการย้ายทีมของดาวเตะบราซิลเลียนไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของ ฮัดสัน-โอดอย ดีขึ้นเลย กลับกัน เชลซี กลับไปดึงเอากองหน้าริมเส้นอย่าง ฮาคิม ซีเย็ค และ ติโม แวร์เนอร์ เข้ามาเสริมทัพในแดนหน้า ในขณะที่กำลังจะได้ตัว ไค ฮาเวิร์ทซ์ มาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน อีกคน”

Callum Hudson-Odoi, Willian - Soccer Player for Chelsea and Brazil

Callum Hudson-Odoi, Willian – Soccer Player for Chelsea and BrazilChelsea v Dynamo Kyiv – UEFA Europa League Round of 16: First Leg | Visionhaus/Getty Images

“ยูไนเต็ด ได้เฝ้าสังเกต ฮัดสัน-โอดอย ในเรื่องการย้ายทีมมาก่อนหน้านี้ เขาเป็นนักเตะอังกฤษที่มีศักยภาพสามารถตอบโจทย์ได้ทุกข้อ”

เพราะเหตุนี้จึงทำให้สื่อของเมือง แมนเชสเตอร์ เชียร์ออกนอกหน้าให้ โอเล กุนนาร์ โซลชา ลองทาบทามปีก สิงห์บลู มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ดู

แน่นอนว่า เชลซี อาจจะลังเลที่จะปล่อยดาวรุ่งของพวกเขาออกจากทีม แต่ด้วยค่าตัวที่ประเมินไว้ราว ๆ 28 ล้านปอนด์ซึ่งราคานี้ถูกกว่า เจดอน ซานโช เกือบ 5 เท่า ก็เป็นไปได้ว่าถ้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะลองหันมาคุยกับคู่แข่งใน พรีเมียร์ลีก อย่างจริงจังดูบ้าง คงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมิใช่น้อย

บางทีของดีราคาถูกก็อาจจะอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิดก็ได้ ใครจะรู้

FBL-ENG-PR-LEICESTER-MAN UTD
FBL-ENG-PR-LEICESTER-MAN UTDFBL-ENG-PR-LEICESTER-MAN UTD | CARL RECINE/Getty Images

ไร้กังวล สื่อดังแฉแข้ง แมนฯ ยูไนเต็ด มั่นใจได้ตัว “ซานโช” แน่

สื่อชื่อดังรายงานว่า นักเตะของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังในศึก พรีเมียร์ลีก ต่างพากันมั่นใจว่าพวกเขาจะได้ร่วมงานกับ เจดอน ซานโช ดาวเตะที่กำลังมีข่าวกันอยู่ในตอนนี้

นักเตะริมเส้นทีมชาติอังกฤาตกเป็นข่าวในการย้ายมาเล่นในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยรายงานล่าสุดระบุว่าทีม ปีศาจแดง สามารถตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับนักเตะได้แล้ว เหลือเพียงการเจรจาเรื่องค่าตัวกับทีม เสือเหลือง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าดีลนี้จะจบลงอย่างไร

อย่างไรก็ตาม เอียน แม็คแกร์รี นักข่าวชื่อดังเมืองผู้ดีได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางพอดแคสช่อง Transfer Window ว่า บรรดาแข้ง ยูไนเต็ด ต่างเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะคว้าตัว ซานโช ได้อย่างแน่นอน

“ในตอนนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้วิตกกังวลแต่อย่างใด พวกเขาไม่มีคู่แข่งที่จะมาล่าลายเซ็นของ เจดอน ซานโช เลย พวกเขาไม่เชื่อว่าจะโดนสโมสรอื่นตัดหน้าไปเพราะไม่มีทีมใดที่ออกมาเปิดเผยว่าให้ความสนใจในดีลนี้ พวกเขามีความมั่นใจมากว่านักเตะต้องการย้ายมาเล่นใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด”

“เขาติดต่อกับเพื่อน ๆ ในทีมชาติอังกฤาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนักเตะเหล่านี้ก็เล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และพวกเขาก็คุยกันทุกวัน เชื่อได้ว่าเขาอยู่ในกลุ่มแชทที่มีนักเตะ ปีศาจแดง บางคนอยู่ในนั้นด้วย ดังนั้น ยูไนเต็ด จึงรู้สึกสบายใจมาก ๆ กับสถานการณ์ในตอนนี้ พวกเขาเชื่อว่า ดอร์ทมุนด์ จะยอมรับข้อเสนอที่พวกเขาให้ไปในเร็ววันนี้”

ข่าวกีฬาฟุตบอล

เก็บตกทุกประเด็นร้อนหลังเกม ผีแดง ชนะ โคเปนเฮเก้น 1-0 ลิ่วรอบรองฯ

Bruno Fernandes

1. เกมเหนือกว่า แต่ขาดความเฉียบคมBruno Fernandesเกมนี้หลังจาก 15 นาทีแรก แมนฯ ยูไนเต็ด ก็แทบเป็นฝ่ายครองเกมบุกตลอดจนเกือบจะครบ 120 นาที ซึ่งพวกเข้าสร้างสรรค์โอกาสยิงไปมากถึง 30 ครั้งในเกมนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่า 29 จาก 30 ครั้งนั้นไม่มีครั้งไหนเลยที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นประตูได้ จนต้องมาอาศัยบารมีลูกจุดโทษที่พวกเขาถนัดและมักจะได้อยู่บ่อย ๆ ในฤดูกาลกาลนี้พาทีมเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายต่อไป

แต่อย่างไรก็ตามส่วนหนึ่งก็ต้องชมแนวรับของคู่แข่งที่เล่นได้ค่อนข้างรัดกุม โดยเฉพาะนายทวารอย่าง คาร์ล โยฮัน จอห์นสัน ที่สามารถโชว์ฟอร์มเทพเซฟช่วยทีมเอาไว้ได้มากถึง 13 ครั้งตลอดทั้งเกมจนเกือบยื้อไปดวลจุดโทษชี้ขาดได้อยู่เหมือนกันในเกมเมื่อคืนนี้

FBL-EUR-C3-MAN UTD-COPENHAGEN

2. 2 แข้ง โคเปนเฮเก้น ฟอร์มเด่นFBL-EUR-C3-MAN UTD-COPENHAGENเกมนี้มี 2 นักเตะจากทีม เอฟซี โคเปนเฮเก้น ที่ทำผลงานได้โดดเด่นสะดุดตา รายแรกก็คือ คาร์ล โยฮัน จอห์นสัน นายทวารชาวสวีเดนวัย 30 ปีที่โชว์ฟอร์มเซฟกระจายจนทำลายสถิติเซฟสูงสุดในรายการนี้ลงไปเป็นที่เรียบร้อย

Bruno Fernandes

Bruno Fernandesส่วนอีกหนึ่งรายคือ ราสมูส ฟอล์ค กองกลางชาวเดนมาร์กวัย 28 ปี ที่วันนี้ขยับมาเล่นทางกราบขวาเป็นหลัก

โดยต้องบอกว่าทำผลงานได้โดดเด่นสุด ๆ ทั้งการกระชากลากเลื้อย รวมถึงทักษะเฉพาะตัว ที่สามารถเล่นงาน แบรนดอน วิลเลียมส์ ซะจนปั่นป่วนได้ตลอดทั้งเกมเลยทีเดียว

FBL-EUR-C3-MAN UTD-COPENHAGEN

3. สถิติที่น่าสนใจหลังเกมFBL-EUR-C3-MAN UTD-COPENHAGENแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายในรายการนี้ได้เป็นครั้งที่สองในรอบ 4 ฤดูกาลหลัง ซึ่งครั้งล่าสุดที่พวกเขาทำได้ในปี 2016/17 จบด้วยการคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด

เอฟซี โคเปนเฮเก้น มีสถิติที่แย่เมื่อต้องพบเจอกับทีมจากอังกฤษ ซึ่งพวกเขาเอาชนะได้เพียงเกมเดียวจากทั้งหมด 11 นัด (เสมอ 4 แพ้ 6) อีกทั้งยิงประตูคู่แข้งไม่ได้ถึง 5 เกมด้วยกัน

แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมที่ของ โอเล กุนนาร์ โซลชา สามารถเก็บคลีนชีทได้ถึง 8 จาก 11 นัด (73%) ในรายการนี้ ซึ่งถึงว่าเป็นสถิติที่ดีที่สุดในบรรดากุนซือทุนคนของสโมสรที่เคยคุมทีมมาเล่นในถ้วยใบนี้ 11 เกมแรก

ในฤดูกาล 2019/20 นี้ บรูโน เฟอร์นันเดส ยิงจุดโทษไม่พลาดเลยแม้แต่ประตูเดียว (13 ประตู) โดยเป็นการยิงให้ สปอร์ติง ลิสบอน 6 ประตู และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 7 ประตูด้วยกัน

จุดโทษในเกมนี้ของ ปีศาจแดง นับเป็นลูกที่ 21 ที่พวกเขาได้ในฤดูกาลนี้หากนับรวมทุกรายการ ซึ่งจัดว่ามากกว่าทุกทีมในยุโรปซีซั่นนี้เลยทีเดียว

หากนับตั้งแต่ปี 2017/18 บรูโน เฟอร์นันเดส นับเป็นผู้เล่นที่มีส่วนกับการทำประตูในรายการนี้มากที่สุด (21 ครั้ง – ยิง 13 แอสซิสต์ 8)

คาร์ล โยฮัน จอห์นสัน ผู้รักษาประตูของ เอฟซี โคเปนเฮเก้น เซฟไปมากถึง 13 ครั้งในเกมนี้ ซึ่งมากที่สุดนับแต่ฟุตบอลรายการนี้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ยูโรปาลีก เมื่อปี 2009/10

ข่าวกีฬาฟุตบอล

บ่อนเปิดราคาทีมใหม่คูลิบาลี่หลังเตรียมลานาโปลี

บ่อนเปิดราคาทีมใหม่คูลิบาลี่หลังเตรียมลานาโปลี

ร้านพูลเมืองผู้ดี เปิดราคาต้นสังกัดใหม่ของ คาลิดู คูลิบาลี่ หลังมีโอกาสชิ่งหนี นาโปลี ยกทีมดังใน พรีเมียร์ลีก เป็นเต็ง 1 ที่จะได้มาเสริมแนวรับ

คาลิดู คูลิบาลี่ ปราการหลังทีมชาติเซเนกัล ส่อแววอำลา นาโปลี สโมสรชั้นนำแห่งศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี หลัง ออเรลิโอ เด เลาเรนติส ประธานใหญ่แห่งถิ่น ซาน เปาโล แย้มเป็นนัยว่า เตรียมที่จะตัดสินใจขายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ 

เด เลาเรนติส เผยผ่าน สกาย สปอร์ต อิตาเลีย ว่า “คาลิดู เป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากๆ คนหนึ่ง และแน่นอนว่า มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะเสียเขาไป ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเวลา ซึ่งมันก็ต้องถึงวันที่เราต้องแยกจากกัน แต่ที่พูดไปนั้น ตอนนี้เรายังไม่มีข้อเสนอระดับ 90 ล้านยูโร วางบนโต๊ะเลยนะ”

บ่อนเปิดราคาทีมใหม่คูลิบาลี่หลังเตรียมลานาโปลี

คูลิบาลี่ วัย 29 ปี มีข่าวกำลังได้รับความสนใจจากหลายสโมสรโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่อยากได้กองหลังคนใหม่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวรับ ส่วน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เล็งๆ อยู่เหมือนกัน

ขณะที่ เบตแฟร์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ ยกให้ “เรือใบสีฟ้า” เป็นเต็ง 1 ที่จะได้ลายเซ็นของ คูลิบาลี่ โดยมีอัตราต่อรองอยู่ที่ 5/2 (แทง 2 จ่าย 5 ไม่รวมทุน) ตามมาด้วย “ปีศาจแดง” ที่ราคา 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน) 

    อัตราต่อรองต้นสังกัดใหม่ของ คูลิบาลี่

1. แมนฯ ซิตี้        5/2 (แทง 2 จ่าย 5 ไม่รวมทุน)
2. แมนฯ ยูไนเต็ด        6/1
3. ลิเวอร์พูล        10/1
4. เปแอสเช        11/1
5. บาร์เซโลน่า        17/1
5. เรอัล มาดริด        17/1

3 แนวรุกคนไหนของ แมนยู ที่ควรหลุดตัวจริงหาก ซานโช่ มาซบทีม โซลชา

3 แนวรุกคนไหนของ แมนยู ที่ควรหลุดตัวจริงหาก ซานโช่ มาซบทีม โซลชา ?

กระแสข่าวระหว่าง เจดอน ซานโช่ ปีกคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ “ปีศาจแดง” กาหัวเขาเป็นเป้าหมายการเสริมทัพเบอร์ 1 โดยลือกันว่า ซานโช่ อยากย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เหมือนกันด้วย

ตอนแรกทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ดูเหมือนจะมีความหวังน้อยสุดๆ ที่จะปิดดีลได้ เพราะลือกันว่า ดอร์ทมุนด์ อยากได้ข้อเสนอสูงถึง 109 ล้านปอนด์เพื่อแลกกับการขายแข้งวัย 20 ปี ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่พร้อมจ่ายเงินสูงขนาดนั้นแบบก้อนเดียว

3 แนวรุกคนไหนของ แมนยู ที่ควรหลุดตัวจริงหาก ซานโช่ มาซบทีม โซลชา ?

อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ดูมีความหวังในการล่าตัว ซานโช่ หลังจากที่ ดิ อินเดเพนเดนท์ สื่อของอังกฤษบอกว่า ดอร์ทมุนด์ พร้อมรับข้อเสนอแบบที่จะได้เงินสดทันทีก่อน 60 ล้านปอนด์ ส่วนที่เหลือให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ใส่เป็นค่าเงื่อนไขต่างๆ ที่จะทำให้สุดท้ายแล้วจำนวนเงินรวมจะเป็น 109 ล้านปอนด์ ซึ่งมันดูไม่น่าจะเป็นข้อเสนอที่ยุ่งยากเกินไปสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด

ถึงกระนั้น คำถามเกี่ยวกับ ซานโช่ และ แมนฯ ยูไนเต็ด ตลอดช่วงที่ผ่านมาก็คือถ้าหากดีลนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ แล้วล่ะก็ ซานโช่ จะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงแทนใครในแนวรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ปัจจุบันประกอบไปด้วย มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ เมสัน กรีนวู้ด ? เพราะ ซานโช่ คงไม่ได้เข้ามาเป็นเพียงตัวสำรองแน่ๆ เมื่อพิจารณาถึงการที่คุณภาพของเขาเหนือกว่า 3 แนวรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนี้อย่างเห็นได้ชัด

3 แนวรุกคนไหนของ แมนยู ที่ควรหลุดตัวจริงหาก ซานโช่ มาซบทีม โซลชา ?

แน่นอน มองผิวเผินแล้วคนที่ควรจะต้องหลุดจากตัวจริงแบบไร้ข้อโต้แย้งคือ กรีนวู้ด โทษฐานที่เขาเพิ่งมีอายุเพียง 17 ปี จนทำให้ประสบการณ์ยังถือว่าน้อยกว่าคนอื่นๆ แถมที่จริงแล้วฤดูกาล 2019-20 ก็เพิ่งเป็นซีซั่นแรกที่ กรีนวู้ด ได้รับโอกาสลงเล่นอย่างต่อเนื่องแบบเต็มตัวจนทำให้ฤดูกาลนี้ลงเล่นไปแล้ว 47 นัดในทุกรายการ ตรงข้ามกับซีซั่น 2018-19 ที่ได้ลงเล่นไปเพียง 4 เกมจากทุกรายการอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองถึงเรื่องตำแหน่งและความจำเป็นแล้วนั้น กรีนวู้ด ก็อาจจะควรได้เป็น 1 ใน 3 แนวรุกตัวจริงของ แมนฯ ยูไนเต็ด มากกว่า แรชฟอร์ด และ มาร์กซิยาล เหมือนกัน เพราะระบบ 4-3-3 ที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ชอบใช้ในตอนนี้มันจำเป็นต้องมีกองหน้าตัวเป้าตามธรรมชาติ 1 คน และ กรีนวู้ด คือคนที่เหมาะกับบทบาทนั้นมากกว่า 2 รุ่นพี่ของเขา

3 แนวรุกคนไหนของ แมนยู ที่ควรหลุดตัวจริงหาก ซานโช่ มาซบทีม โซลชา ?

โซลชา มักจะชม กรีนวู้ด มาตั้งนานแล้วว่าเป็นกองหน้าตัวเป้าที่ยอดเยี่ยมมากๆ และซีซั่นนี้แข้งวัย 17 ปีก็พิสูจน์ให้เห็นถึงเรื่องนั้นจากการที่เขามีจังหวะจบสกอร์ที่เฉียบขาดจนทำไปแล้ว 17 ประตู โดยในจำนวนนั้นเกิดขึ้นในเกม พรีเมียร์ลีก 10 ลูกด้วยกัน จริงอยู่ว่าลีลาการกระชากลากเลื้อยและการผ่านบอลของเขายังเป็นรองอีก 2 คน แต่หากจะพูดถึงเรื่องกองหน้าตัวเป้าแล้วล่ะก็ คุณสมบัติแบบนั้นมันก็มีความสำคัญน้อยกว่าการจบสกอร์

สิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่า กรีนวู้ด มีจังหวะจบสกอร์ที่ดีกว่ารุ่นพี่ก็คือในฤดูกาลนี้เขามีเปอร์เซ็นต์การยิงตรงกรอบใน พรีเมียร์ลีก สูงถึง 52.6 เปอร์เซ็นต์ หลังจากมีจังหวะยิง 38 ครั้ง และเป็นการยิงตรงกรอบ 20 หน ขณะที่ มาร์กซิยาล ทำได้ 48.1 เปอร์เซ็นต์ หลังยิงตรงกรอบ 38 ครั้งจากจำนวนการยิงทั้งหมด 79 หน ส่วน แรชฟอร์ด น้อยที่สุดในทั้ง 3 คน ด้วยจำนวน 45.2 เปอร์เซ็นต์ โดยเขายิงตรงกรอบไป 38 ครั้ง จากโอกาสทำประตู 84 รอบ

3 แนวรุกคนไหนของ แมนยู ที่ควรหลุดตัวจริงหาก ซานโช่ มาซบทีม โซลชา ?

นอกจากนี้ อัตราการทำประตูต่อการยิงตรงกรอบของ กรีนวู้ด ก็สูงมากๆ ที่จำนวน 0.50 หรือก็คือครึ่งหนึ่งที่เขายิงตรงกรอบนั้นมันกลายเป็นประตูได้ ขณะที่ของ มาร์กซิยาล อยู่ที่ 0.45 ส่วน แรชฟอร์ด ทำได้เพียง 0.29 เท่านั้น นั่นทำให้ กรีนวู้ด เหมาะมากๆ กับการเป็นกองหน้าตัวเป้าที่จะรอการจบสกอร์จากการเปิดบอลของเพื่อนร่วมทีม ไม่ว่าจะทั้งจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลางตัวรุกที่มีความสร้างสรรค์ในการเล่นสูง, ปอล ป็อกบา ที่วางบอลยาวได้ดี (ถ้ายังไม่ย้ายไปไหนซะก่อน) รวมถึงจาก ซานโช่ ที่เป็นจอมแอสซิสต์จนถึงขั้นทำไป 16 แอสซิสต์ ในศึก บุนเดสลีกา ฤดูกาล 2019-20

จริงอยู่ว่าในฤดูกาล 2019-20 กรีนวู้ด ถูกใช้เป็นตัวริมเส้นฝั่งขวาเป็นส่วนใหญ่ในตอนที่เล่นให้ทีมชุดใหญ่ แต่ตำแหน่งที่เขาถนัดมากที่สุดจริงๆ คือกองหน้าตัวเป้า อย่างฤดูกาล 2018-19 เขาก็สามารถทำปรตูในเกมระดับเยาวชนได้ถึง 26 ลูก จากการลงเล่น 26 นัด หากนับเฉพาะทัวร์นาเมนต์ระดับเยาวชน และแทบทุกประตูเหล่านั้นก็เกิดขึ้นในตอนที่เขาเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้า ไม่ใช่ตัวริมเส้น

3 แนวรุกคนไหนของ แมนยู ที่ควรหลุดตัวจริงหาก ซานโช่ มาซบทีม โซลชา ?

ในเมื่อตำแหน่งหน้าเป้าเป็นของ กรีนวู้ด ส่วนปีกข้างหนึ่งจะถูก ซานโช่ จองเอาไว้แล้วนั้น แนวรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็จะเหลือที่ว่างเป็นตัวริมเส้นอีก 1 ตำแหน่งแค่ที่เดียวเท่านั้นที่ แรชฟอร์ด กับ มาร์กซิยาล ต้องชิงชัยกัน

ในฤดูกาลล่าสุด มาร์กซิยาล มีเปอร์เซ็นต์การผ่านบอลเข้าเป้าดีกว่า แรชฟอร์ด ด้วยการทำได้ 79.8 เปอร์เซ็นต์ ส่วน แรชฟอร์ด ทำได้ 76.7 เปอร์เซ็นต์ จริงอยู่ว่าถ้าดูที่เฉพาะการครอสบอลจากริมเส้นเข้าไปในกรอบเขตโทษนั้น แรชฟอร์ด ทำได้เยอะกว่า หลังจากทำได้ 4 ครั้ง ในขณะที่ มาร์กซิยาล ทำได้เพียง 1 หน แต่ต้องไม่ลืมว่ามีหลายนัดที่ มาร์กซิยาล ถูกจับไปเป็นกองหน้าตัวเป้า จนทำให้เขาไม่มีโอกาสได้ครอสบอลมากเท่าไหร่ตามไปด้วย

3 แนวรุกคนไหนของ แมนยู ที่ควรหลุดตัวจริงหาก ซานโช่ มาซบทีม โซลชา ?

ยิ่งไปกว่านั้น จนถึงตอนนี้ มาร์กซิยาล ก็ดูจะมีความคงเส้นคงวามากกว่า แรชฟอร์ด นิดหน่อย แม้ว่าโดยรวมแล้วฟอร์มของทั้งคู่จะมีช่วงขึ้นๆ ลงๆ เยอะพอๆ กันก็ตาม แถม มาร์กซิยาล ยังเลี้ยงบอลได้ติดเท้ากว่า แรชฟอร์ด นิดหน่อยอีกต่างหาก หลังจากเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 61.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วน แรชฟอร์ด ทำได้ 54.5 เปอร์เซ็นต์ ติดแค่ว่าบางครั้งเขาเห็นแก่ตัวไปหน่อยเท่านั้น

สรุป : ถ้าไม่คำนึงถึงเรื่องประสบการณ์ กรีนวู้ด ในตำแหน่งหน้าเป้า โดยที่มี ซานโช่ กับ มาร์กซิยาล คอยทำเกมตรงริมเส้นน่าจะเป็นแนวรุกที่ดีที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในกรณีที่ได้ ซานโช่ มาร่วมทัพ พวกเขาจะมีทั้งคนที่จบสกอร์ได้เฉียบคมทั้ง 2 เท้าแบบ กรีนวู้ด, มีตัวริมเส้นที่ทั้งจบสกอร์และเปิดบอลได้ดีอย่าง ซานโช่ รวมถึงคนที่เลี้ยงบอลได้ดีและยิงได้น่าพอใจในระดับหนึ่งอย่าง มาร์กซิยาล อีก

ใช่แล้ว นั่นหมายความว่า แรชฟอร์ด คือคนที่อาจจะควรต้องหลุดจากตำแหน่งตัวจริงมากที่สุด ไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาเป็นคนที่มีความเร็วสูง, มีความพยายามที่ดี, จบสกอร์ได้น่าพึงพอใจ แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมของทีมแล้วนั้นเขาก็จำเป็นต้องพัฒนาให้ดีกว่านี้ หากไม่อยากจะเสียตำแหน่งตัวจริงของทีม

ข่าวฟุตบอล

ข่าวกีฬา